นิทรรศการภาพถ่าย “ฝันถึงท้องฟ้า”

เมื่อป้ายโฆษณาอัปลักษณ์! หายวับ!! ด้วยฝีมือ …ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ

ทางการเมืองเรื่องหนักๆ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ คือ ส.ว.ที่มีบทบาทโดดเด่นในรัฐสภา ผู้ต่อต้านการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้ความรุนแรง อุ้มฆ่าตัดตอน จนถึงการคัดค้านข้อตกลงว่าด้วยการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ส่วนเรื่องเบาๆ ในด้านศิลปวัฒนธรรม

เขาคือมันสมองหลักผู้ผลักดันให้เกิดสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อให้องค์กรรัฐแห่งนี้เข้ามาร่วมสนับสนุนกิจการด้านศิลปะร่วมสมัยโดยตรง ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน และปลายปีนี้ หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยแห่งกรุงเทพมหานคร ก็คือผลงานชิ้นโบแดงภายใต้การผลักดันของ ส.ว.บิ๊กเนมรายนี้อีกชิ้น

หลังจากอยู่เบื้องหลังเรื่องใหญ่ๆ มานาน วันนี้ อ.โต้ง ไกรศักดิ์ ขออยู่เบื้องหน้าด้วยการนำเสนอผลงาน นิทรรศการภาพถ่าย ชุด ฝันถึงท้องฟ้า-Imagine the sky ที่เขาใช้ยามว่างจากงานการเมือง ออกตระเวนถ่ายภาพเมืองหลวงไปจนถึงหัวหิน จากนั้นภาพถ่ายกรุงเทพฯ ไปถึงเมืองตากอากาศสองข้างทางที่รกรุงรังอัปลักษณ์ด้วยแผ่นป้ายโฆษณายักษ์ทั้งหลาย อ.โต้งก็ใช้โปรแกรมโฟโต้ช็อปลบล้าง ทัศนะอุจาดความไร้ระเบียบ ไร้การควบคุม ให้สะอาดสะอ้านตกแต่งภาพเสียใหม่ด้วยการเพิ่มสีเขียวของต้นไม้เข้าไปในภาพ

ภาพถ่าย 16 ชิ้น กำลังจัดแสดงอยู่ที่ คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี ที่ถนนปั้น สีลม ซึ่ง มานิต ศรีวานิชภูมิ ศิลปินไทยที่นำผลงานภาพถ่ายไปโชว์ในงานเวนิส เบียนาเล ประเทศอิตาลี เจ้าของแกลเลอรีแห่งนี้ กล่าวแนะนำว่าภาพชุดนี้ อ.ไกรศักดิ์ เริ่มถ่ายช่วงปี 2545 ระหว่างดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภา และเป็นประธานกรรมาธิการต่างประเทศ โดยเริ่มถ่ายตั้งแต่บนทางด่วนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำที่ด่านเก็บเงินดินแดง โค้งช่วงอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ โค้งมักกะสัน ช่วงทางราบระหว่างสุขุมวิท-พระราม 4 ช่วงสะพานแขวนตรงปั๊ม ปตท.หลังด่านเก็บเงินดาวคะนอง จนถึงริมถนนเพชรเกษม ไปจนสองข้างทางตรงหัวโค้งก่อนเข้าสู่หัวหิน เส้นทางไปสู่บ้านพักตากอากาศสุดสัปดาห์

มานิตย์ขอวิพากษ์เล็กๆ ว่านิทรรศการชื่อเหมือนบทเพลงหรือกวีโรแมนติก!…หรือภาพสวยงามสื่อนัยว่าเมื่อบ้านเมืองไร้แผ่นป้ายขายสินค้าบริโภคนิยมนั้น จะเป็นเพียงความฝันหนึ่งของ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ เท่านั้น?!! ซึ่งก็เป็นประเด็นที่เจ้าของภาพถ่าย 16 ภาพชุดนี้ ตอบด้วยเสียงหัวเราะร่วนในวันเปิดนิทรรศการที่คลาคล่ำไปด้วยศิลปินรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ คนคอเดียวกัน!!

ผมนำเสนอปัญหานี้กับผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ซึ่งก็บอกว่าป้ายไหนผิดกฎหมายให้เอาลงเลย แต่กฎหมายของเรามันเอื้ออำนวยคนผิดที่ไม่เอาลงก็ให้เสียค่าปรับเป็นรายวันไป ป้ายใหญ่ๆ ประมาณวันละแค่ 5,000 บาท แต่รูปภาพที่ผมลบป้ายออกด้วยโฟโต้ช็อป ไม่ฝันหรอก ผมจะรณรงค์จนวันตาย เอามันลงให้ได้ ไม่มีประเทศไหนหรอกที่อนุญาตให้มีป้ายโฆษณาสินค้าเยอะเท่าเมืองไทย อ.โต้ง ว่า

ประเด็นหลัก ประเทศไทยหรือรัฐไทยไม่ได้มีมาตรการ ใดๆ ทั้งสิ้น!!! ที่จะใช้ควบคุมการเผยแพร่ธุรกิจการค้าและการบริโภค อ.โต้ง ขอเน้นหนักๆ กับคำนี้ วันนี้สื่อมวลชนทุกแขนง ทีวี วิทยุ ข่าว ต้องพึ่งพาการโฆษณา ส่งผลให้โฆษณาครอบงำทั้งค่านิยม วิถีชีวิตประจำวัน และวัฒนธรรมของเราไปอย่างสิ้นเชิง โดยไม่อนุญาตให้เรามีทางเลือกอื่นๆ เลย คนสมัยนี้ตื่นเช้าขึ้นมา เปิดวิทยุ ทีวี หนังสือพิมพ์ คุณก็เห็นโฆษณาพวกนี้อยู่แล้ว ออกมาจากบ้านคุณยังต้องเห็นป้ายโฆษณาเหล่านี้อีก บางทีมันมาบังบ้านคุณอีก มาบังทัศนียภาพไม่ให้คุณเห็นตะวันเห็นดาวเห็นเดือนกันเลย จิตใต้สำนึกของคนไทยจึงเครียดมาก เดินทางออกไปตากอากาศ ยิ่งเครียดใหญ่ ป้ายพวกนี้มันก็ตามคุณไปทุกหนทุกแห่ง คุณไม่ได้เห็นภูเขาเต็มๆ ต้นไม้ก็มีป้ายติด หรือบ้านเมืองสวยงามที่คนสร้างขึ้นมาก็มีป้ายยักษ์อยู่ข้างบน สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้คือกระบวนการของการโฆษณามาบังมิด ซึ่งผมคิดว่ามันมาจากวัฒนธรรมของการบริโภค ที่เกือบจะอยู่ในจิตใต้สำนึกตลอดเวลาของเราไปเสียแล้ว อ.โต้ง ขอระบายร่ายยาว

ซึ่งวิสัยการบริโภคของใหม่นี้ ถ้าไม่มีการควบคุมก็จะเป็นสิ่งบั่นทอนจิตใจมนุษยชาติไปเลย และการเกื้อกูล การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็จะหดหายไปกับการแข่งขันกันอย่างรุนแรงเข้ามาแทนที่ และทำให้สังคมของเรากลายเป็นวัฒนธรรมของการบริโภคไปโดยสิ้นเชิง ผมเริ่มจับงานนี้สมัย พิจิตต รัตตกุล เป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพฯ ท่านให้ผมเป็นที่ปรึกษาช่วยงานด้านการสร้างนโยบายเมืองเพื่อศิลปวัฒนธรรม ซึ่งเกี่ยวข้องกับความสวยงามของเมือง ป้ายโฆษณาเหล่านี้ในกรุงเทพฯ มีทั้งหมด 18,000 ป้าย เป็นป้ายที่ผิดกฎหมาย ทั้งขนาด ทั้งกฎหมายโยธา และไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นป้ายโฆษณา และเป็นอันตรายติดกับทางด่วนเกินไป ขึ้นตามถนน ตามตรอก ตามซอย โดยไม่ขออนุญาต แต่อ้างว่าจ่ายภาษีแล้ว แต่ผมบอกได้เลยว่าเป็นภาษีใต้โต๊ะ 80% มันผิดกฎหมายแน่นอน ผมพยายามรณรงค์ให้คนหันมาสนใจเรื่องนี้ ปรากฏว่ามีไม่กี่คนที่สนใจ กลุ่มแรก สมาคมสถาปานิกเข้ามาแต่ก็ไม่มีอำนาจและกำลังทางการเมืองที่จะรณรงค์เรื่องนี้ กลุ่มสอง ก็คือกลุ่มวิศวกรที่เอไอทีสถาบันเอเชียฯ นำป้ายต่างๆ เหล่านี้ไปทดสอบ ปรากฏว่าเมื่อใช้ลมแรงๆ มันล้มลงมาหมดเลย เพราะฉะนั้นป้ายต่างๆ เหล่านี้มันอันตรายมาก

ส่วนการจับกล้องถ่ายรูป ขอบอกว่า ไม่ใช่งานอดิเรก! ก่อนหน้านั้น อ.โต้ง คือ 1 ในผู้ช่วยมือกล้องรายการสารคดี ”””พฤหัสสัญจร””” ซึ่งเคยออกอากาศทางช่อง 9 ในแนวคิดเจาะลึกปัญหาต่างๆ คว้ารางวัลมาตลอด 10 ปีที่ทำรายการนี้ กล้องคู่ใจคือ นิกอน ดี 100 พ่อสอนผมถ่ายรูป วาดภาพมาตั้งแต่เด็กๆ แต่งานชุดนี้ผมถ่ายแบบสแนปช็อตธรรมดาๆ ไม่ใช่งานศิลปะ อย่าพูดอย่างนั้น…อายเขาเปล่าๆ (หัวเราะเบาๆ) ผมอยากเรียกว่า เป็นงานเคลื่อนไหวในประเด็นเรื่องเกี่ยวกับมลพิษทางทัศนียภาพมากกว่า อ.โต้ง กล่าวทิ้งท้าย

อยากเห็นสีสันภาพจริง ก็ต้องตามไปดูที่ คัดมันดู โฟโต้ แกลเลอรี แล้วถ้าใครก้าวเท้าไปเยี่ยมเยียนแกลเลอรีขนาดย่อมริมถนนปั้นแห่งนี้ รับรอง! ได้สัมผัสของแท้แน่นอน เพราะวันนี้ที่นี่กลายเป็นสังคมเล็กๆ ของศิลปินรุ่นใหญ่ๆ ไปแล้ว!!!