เมืองไม่มีคัตเอ้าท์

ชาวต่างชาติ ที่เดินทางเข้าประเทศไทย คงรู้สึกตะลึงงัน กับป้ายโฆษณา อันใหญ่โตมโหฬาร สูงตระหง่าน เลียบทางด่วนสายหลัก และมีกลาดเกลื่อน อยู่ทั่วกรุงเทพฯ เพราะหลายเมืองทั่วโลก ประกาศให้เป็นเรื่องผิดกฎหมาย แต่ไทยเรา กลับปล่อยปละละเลย ขาดการควบคุม จนบ่อยครั้ง ที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม โดยเฉพาะ ช่วงหน้ามรสุม ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นมลพิษทางทัศนียภาพอีกด้วย พรชัย จันทโสก จับแนวคิด ‘อ.ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ’ ที่พยายามหาวิธีกำจัด คัตเอาท์มลพิษเหล่านี้

คนไทยเราอาจจะถือเป็นสิ่งคุ้นเคยไปเสียแล้วกับป้ายโฆษณาขนาดมหึมาที่ผุดขึ้นมามากมาย ทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ซึ่งกว่า 80% ของป้ายโฆษณาเหล่านั้นเกิดขึ้นมาโดยไม่ได้รับอนุญาต และคงไม่แปลกหากชาวต่างชาติจะบอกว่าประเทศไทย โดยเฉพาะกรุงเทพมหานคร นั้นเป็นเมืองที่มีป้ายโฆษณามากที่สุดในโลก

แม้กระทั่งปัจจุบันนี้ยังไม่มีกฎหมายหรือมาตรการใดๆ ที่ออกมาควบคุมป้ายโฆษณาจำนวนมากมายเหล่านี้ เพราะเหตุผลในเรื่องของ ‘ธุรกิจ’ และ ‘เศรษฐกิจ’ ของระบบบริโภคนิยม รวมไปถึงการไม่เอาจริงเอาจังในการดูแลของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง การเคลื่อนไหวของ อาจารย์ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ สมาชิกวุฒิสภา ผู้เฝ้ามองปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างน่าเป็นห่วงเป็นเวลากว่า 10 ปี น่าสนใจยิ่ง เพราะหากปล่อยให้มีป้ายโฆษณาเกิดขึ้นเกินความจำเป็นโดยขาดการควบคุมดูแล นอกจากจะก่อให้เกิดอันตรายต่อผู้คนแล้ว ยังถือเป็นทัศนะอุจาดอย่างมากด้วย อ.ไกรศักดิ์ พยายามเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแกนนำในการเสนอแนวทางการควบคุมป้ายโฆษณาหรือจัดระเบียบให้มากกว่าที่เป็นอยู่ พร้อมกับตระเวนถ่ายภาพป้ายโฆษณาตามทางด่วนหรือชุมชนที่มีป้ายอยู่กลาดเกลื่อน โดยนำภาพนั้นมาตัดแต่งด้วยเทคนิคคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ลบป้ายโฆษณาออกทั้งหมด แล้วเติมเต็มภูมิทัศน์ยามปลอดป้ายเสียใหม่ เผยให้เห็นทัศนียภาพอันสวยงาม

อันตราย-มลพิษทางทัศนียภาพ
“หนึ่ง ป้ายโฆษณามันอยู่ติดทางด่วนไม่ได้ เพราะว่ามันจะทำให้คนขับรถนั้น ขับไปด้วย อ่านไปด้วย มันอันตรายเกินไป สองป้ายโฆษณามีมากเกินไป ดูมันซ้อนกันไปหมดเลย แล้วอยู่ติดทางด่วนทั้งนั้น อันตรายมาก ผมเคยเห็นอุบัติเหตุซึ่งมันเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา ทำให้ผมคิดว่าถ้าเป็นอย่างนี้ต่อไป คงปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว น่าจะมีการควบคุมให้ได้มาตรฐาน” อ.ไกรศักดิ์ เริ่มต้นประโยคถึงแนวคิดนี้
“ป้ายโฆษณาที่เยอะแยะเหล่านี้ไม่มีสุนทรีย์อะไรเลย กราฟฟิกไม่มีเลย เขียนเอาอย่างเดียว แล้วคนมันไม่มีสตางค์ที่จะมาลงทุนโฆษณามากถึงขนาดนี้ มันทำแบบถูกๆ ถ้าสมมติเมืองทั้งหมดไม่มีป้ายโฆษณา เราก็จะเห็นประติมากรรม สถาปัตยกรรม แต่นี่พอเข้ามากรุงเทพฯ ก็เจอพวกนี้แล้ว ดูแล้วน่าเกลียด ตึกสร้างขึ้นมาสวยๆ กลับถูกเอาป้ายไปบดบังหมด สมมติว่าไม่มีซะ ผมลองเอาต้นไม้มาตกแต่ง มันดีกว่ากันเยอะเลย หรือถึงแม้ตึกรามบ้านช่องจะไม่สวยนัก แต่มันก็ยังเห็นท้องฟ้า ดูดีกว่าที่จะมีป้ายโฆษณาติดระเกะระกะตั้งเยอะ”

อ.ไกรศักดิ์ บอกอีกว่า
“ตอนกลางคืน เราขับรถไป เราก็อยากจะเห็นตึกรามบ้านช่องของเราบ้าง อันนี้ถ้าพูดจริงๆ มันคือศิลปะชนิดหนึ่งนะ อย่างวัดหรืออนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ หรือบนทางด่วน แต่นี่มันรกเสียจนดูไม่ได้ โอ้โห…ป้ายโฆษณามันใหญ่มาก ใหญ่กว่าตึก 5 ชั้นอีก แล้วยังไปบดบังทัศนียภาพของคนจนเขาอีก หรือเวลาเดินทางไปต่างจังหวัดผมก็ยังไปเจอป้ายโฆษณาอีก เช่น ทางไปราชบุรี พอเราทำกราฟฟิกเอาป้ายโฆษณาออกแล้วมันเห็นภูเขา สวยมาก หรือสายไฟเราสามารถเอาลงใต้ดินได้ทั้งหมด ทั่วโลกเขาทำกันอย่างนี้ แต่บ้านเราไม่ทำ”

นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิดที่อยากใช้กฎหมายควบคุมป้ายโฆษณาในเมืองไทย
“ผมอยากเสนอว่ามันจะต้องมีกฎหมายควบคุม เพื่อที่บ้านเมืองเราจะได้มีคุณค่าขึ้น มีรสนิยมมากขึ้น รัฐควรจะควบคุมเรื่องเกี่ยวกับการระดมเพื่อการค้าเพียงอย่างเดียว การโฆษณามันไม่จำเป็นว่าจะต้องมีป้ายโฆษณาใหญ่โตมโหฬารถึงขนาดนี้ ทำป้ายเล็กกะทัดรัดลงมาอีกก็ได้ ดังนั้นต้องออกกฎหมายควบคุมขนาดของป้ายชัดเจน แล้วป้ายจะต้องให้มีกราฟฟิก ต้องมีสีสัน ไม่เป็นอันตราย ต้องอยู่ห่างไกลจากการคมนาคมการสัญจร และต้องไม่เป็นมลพิษต่อทัศนียภาพด้วย”

อ.ไกรศักดิ์ ย้ำว่าหากมีการอนุญาตจริง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือความปลอดภัย ทัศนียภาพของเมือง
“ข้อสำคัญขณะนี้คือว่า การอนุญาตให้มีการโฆษณาโดยที่ไม่มีกฎเกณฑ์อะไรเลย มันทำให้เกิดความอัปลักษณ์ เกิดมลพิษทางทัศนียภาพ ทำให้จิตใจของคนมันแย่ลงมาก เพราะคนไม่มีสิทธิที่จะเห็นท้องฟ้า ไม่มีสิทธิที่จะเห็นตึกรามบ้านช่อง ทิวทัศน์ เหมือนกับบังคับหรือละเมิดตัวเราให้จะต้องหาสตางค์ จะต้องบริโภค แล้วมีอยู่สองอย่างเท่านั้นในชีวิตประจำวันของเรา คือ หาสตางค์กับบริโภค ชีวิตนี้มันไม่มีอย่างอื่นเลยเหรอ แค่ฟังวิทยุ ดูละครทีวี ดูหนังสือพิมพ์ หรือไปดูหนังก็มีโฆษณา ผมก็ว่ามันยัดเยียดมากเกินไปแล้ว”

มหานครแห่งป้าย
จากประสบการณ์ชีวิตที่ได้เดินทางไปประเทศต่างๆ นับไม่ถ้วน อ.ไกรศักดิ์ เห็นว่าไม่มีประเทศใดในโลกนี้ที่อนุญาตให้ขึ้นป้ายโฆษณากันเกร่อเช่นในกรุงเทพฯ
“ไม่ว่าจะเป็น จาการ์ตา สิงคโปร์ กัวลาลัมเปอร์ ไคโร ปารีส ลอนดอน หรือแม้แต่นิวยอร์กยังให้ถนนเดียวเท่านั้นที่มีป้ายโฆษณามากๆ คือ ถนนบรอดเวย์แค่นั้น ถนนอื่นเขาไม่ให้เลย มีแต่ประเทศไทยเท่านั้นแหละที่ปล่อยปละละเลย แม้แต่บ้านหลังเล็กๆ เขายังอนุญาตให้มีป้ายโฆษณาทิ่มลงไปในใจกลางของบ้าน มีโครงเหล็กทิ่มลงไป ไม่พอ ยังติดซ้อนกันสองสามป้าย ซึ่งอ่านก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมันสื่อไม่ได้หรือเกือบจะไม่สื่อแล้ว ไม่ต้องพูดถึงความสุนทรีย์นะ”

อย่างไรก็ตาม การคัดค้านป้ายโฆษณานี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องไม่มีป้ายเสียเลย
“ผมไม่ได้ต้องการรื้อถอนป้ายโฆษณาทั้งหมด แต่ผมคิดว่าจำเป็นจะต้องมีการควบคุม ต้องมีการออกแบบ ไม่ใช่ว่าสร้างตรงไหนก็ได้ พังทุกปี อย่างไปชนบทหน้าพายุ จะเห็นว่าป้ายล้มระเนระนาด แล้วทางการต้องประกาศว่าวันนี้พายุจะมานะ อย่าไปอยู่แถวๆ ใต้ป้ายโฆษณา อันนี้จริงๆ เพราะมันล้มทุกแห่งเลย”
“อีกอย่างคือ คนที่จะมาเที่ยวเมืองไทย มาจากต่างประเทศหรืออะไรก็ตาม เขาเห็นเขาตกตะลึงกันหมดเลย เขาคาดไม่ถึงว่าจะปล่อยปละละเลยกันได้ถึงขนาดนี้ เขาคิดว่ามันน่าเกลียดมาก บางคนบอกว่ามันบ้า ผมคิดว่าเราต้องรักษาภาพพจน์ของประเทศไทยไว้ด้วย”
นอกจากนี้ เนชั่นแนล จีโอกราฟฟิก ยังได้หยิบประเด็นนี้ไปวิพากษ์วิจารณ์เผยแพร่ไปทั่วโลก
“เขาบอกว่าตอนนี้เมืองใหญ่ๆ ของเมืองไทยถือว่าตกต่ำมาก ถึงขั้นอัปลักษณ์ที่สุดในโลกแล้ว เขาว่าอย่างนี้เลยนะ ถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องมาพิจารณาเรื่องนี้ทั้งหมด ดูอย่างป้ายโฆษณาในยุโรปของเขาเล็กมากเลย สูงไม่เกิน 4-5 เมตร ไม่บังต้นไม้ ไม่บังตึก ไม่บังภูเขา ไม่บังบ้านคน และไม่เป็นอันตราย หมายถึงในช่วงที่มีพายุมันจะไม่ล้มมาเป็นอันตรายกับผู้คน”
ไม่เพียงกรุงเทพฯ และปริมณฑล แต่ตามจังหวัดใหญ่ๆ โดยเฉพาะที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวก็อุดมไปด้วยป้ายโฆษณาอันแสดงถึงอิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยมที่แผ่ขยายไปทั่วประเทศ
“เดี๋ยวนี้แถวเกาะลันตา พังงา กระบี่ ซึ่งทิวทัศน์สวยมาก ปรากฏว่าตอนนี้เต็มไปด้วยป้ายโฆษณาอย่างอัปลักษณ์แบบคาดไม่ถึง”

เมื่อความพยายามผลักดันในแง่กฎหมายผ่านระบบสภายังไม่เกิดผล ส.ว.ไกรศักดิ์ จึงพยายามสร้างเมืองกรุงเทพฯ ขึ้นใหม่ด้วยมือตัวเอง เป็นเมืองที่ปราศจากป้ายโฆษณา
“ชีวิตเราไม่ได้อยู่กับการบริโภคอย่างเดียว ถ้าสมมติไม่มีล่ะ มันไม่ดีกว่าเหรอ ผมเลยมาใช้คอมพิวเตอร์ตกแต่ง ตัดป้ายโฆษณาพวกนี้ออกไป ซึ่งแต่งลำบากมาก ผมต้องจินตนาการเอาเองว่าตึกข้างหลังเป็นยังไง มันทำให้เราเห็นท้องฟ้า เห็นต้นไม้เวลาไปทำงานตอนเช้า มันไม่ดีกว่าเหรอ”
พร้อมๆ กันนี้ยังเสนอความคิดว่าระบบการขนส่งมวลชนสมัยใหม่สามารถช่วยเก็บซ่อนสายไฟและสายโทรศัพท์ให้พ้นสายตา
“ผมคิดว่างบประมาณเกี่ยวกับรถไฟฟ้าใต้ดินก็ตาม รถไฟฟ้าลอยฟ้าก็ตาม มีลู่ทางที่จะเจรจากับเขาว่าเอาสายโทรศัพท์เอาสายไฟร้อยไปตามทางนั้น ทุกประเทศทั่วโลกเขาทำกันหมด ทำให้เมืองไม่ต้องมีเสาไฟฟ้า แต่เขาไม่ทำเขาบอกว่าคนละเจ้า เวลาลงทุนก็ลงทุนเพื่อขุดกันใหม่ ที่จริงจะทำก็ทำได้คือ ตกลงกันตั้งแต่แรก แต่บ้านเมืองนี้มันโดนกำหนดโดยการใช้งบประมาณมากเกินเหตุไปแล้ว”

ผ่านกระบวนการกฎหมาย
แม้ว่า อ.ไกรศักดิ์ เพียรเสนอแนวคิดต่อหน่วยงานผู้รับผิดชอบ แต่เรื่องยังเงียบหายมาจนถึงปัจจุบัน
“ผมนำเสนอเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ปีแล้ว เคยยื่นไปที่ กทม.สมัยที่ผมเป็นที่ปรึกษาของผู้ว่าฯ พิจิตต รัตตกุล เข้าไปทำงานช่วงแรกผมเคลื่อนไหวเลย ถามว่าป้ายโฆษณาในกรุงเทพฯ ที่มันถูกต้องตามกฎหมายในทุกเขตมีกี่อัน แล้วที่ไม่ถูกต้องมีกี่อัน หลังจากตรวจสอบใช้เวลาถึง 2 ปี ถึงจะมีคำตอบออกมาว่า 80% ผิดกฎหมายหมดเลย แล้วผมถามว่าทำไมไม่เอาลง ถ้าผิดกฎหมายต้องเอาลงให้หมดเพราะไม่ได้เสียภาษี เขาบอกว่าเขาเสียสตางค์ให้กับหัวหน้าเขต แล้วหัวเราะคิกๆคักๆ กันในที่ประชุม แล้วเรื่องก็จบกันไป ผู้ว่าฯ ก็ไม่เอาเรื่องเอาราว ตอนนั้นเมื่อ 5 ปีที่แล้วมีราวๆ 15,000 ป้าย ซึ่งระบบการติดตั้งต้องขออนุญาตก่อน แต่นี่จ่ายใต้ดินกัน ถ้าจะเอาเรื่องกันจริงๆ ผมว่าหัวหน้าเขตติดคุกหลายคนนะ”

ในแง่บริษัทดำเนินธุรกิจทำป้ายขณะนี้มีรายใหญ่ที่รับทำป้ายขนาดยักษ์แบบผูกขาดราว 4 บริษัท ทั้งหมดเป็นบรรษัทข้ามชาติ หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทจากฝรั่งเศส
“ถ้าเขาทำแบบนี้ในประเทศเขาต้องติดตะรางแน่นอน ผมเคยทำเรื่องนี้ออกทางทีวีช่อง 3 และคุณดำรง พุฒตาล เอาไปออกอากาศอีกครั้งหนึ่ง ถามนายกฯ นายกฯเห็นด้วยว่ามันรกบ้านรกเมืองเกินไปแล้ว แต่ท่านคงยุ่งกับเรื่องอื่นมากกว่า เลยไม่คำนึงถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ เลยจบแค่นั้น มีคนถามผู้ว่าฯ อภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้ว่าฯ บอกว่าอันไหนผิดกฎหมายก็จะต้องเอาออก แต่ถ้าจะควบคุมเป็นพื้นที่จะต้องเป็นกระบวนการที่ต้องผ่านกรรมาธิการใดกรรมาธิการหนึ่งหรือรัฐบาลเองที่จะต้องออกกฎหมาย เพราะเป็นเรื่องเกี่ยวกับคุณภาพชีวิต และภาพลักษณ์ของประเทศ ถ้าเราดูอัตราการป่วยทางจิตของคนในเมือง จะเห็นว่ามีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปี”

ไม่เพียงเฉพาะป้ายโฆษณาเท่านั้น หากเป็นช่วงใกล้เลือกตั้ง กรุงเทพฯ ยิ่งถูกประโคมด้วยป้ายหาเสียง
“คิดดูว่าบนทางเดินยังเอาไปติดไว้อีก ออกไปดูต่างจังหวัดก็จะมีรูปผู้สมัครพรรคโน้นพรรคนี้ติดเต็มสองข้างถนน ผมเคยขับรถไปมาเลเซีย ขึ้นบนทางด่วน นานๆ จะเจอป้ายสักที เขาห้ามชัดเจน อย่างที่ประเทศเม็กซิโก ในสวนสาธารณะ เขาจะนำเสนอผ่านศิลปะ เราต้องไปดูว่าทำไมประเทศอื่นเขาถึงไม่ยอมให้มีการโฆษณา ถ้ามีเขาต้องการให้มันมีความหมายมากกว่าเป็นแค่ป้ายโฆษณา มีความงาม เกือบทุกประเทศเขาจะนำเอาศิลปะ ประติมากรรม มาประดับบ้านเขา เป็นสัญลักษณ์ของความรุ่งเรือง ไม่ใช่เอาป้ายโฆษณามาบังไว้หมด”

แม้ไม่ได้รวบรวมสถิติอุบัติเหตุที่เกิดจากป้ายโฆษณา แต่ก็เห็นได้ว่ามีป้ายล้มลงทับบ้านเรือนและผู้คนอยู่เสมอ
“ชาวบ้านรู้สึกถึงอันตราย แต่มันกลายเป็นความเคยชินแล้ว ชาวบ้านเขารู้สึกว่าเขาไม่มีอำนาจ เป็นมนุษย์ที่ไร้อำนาจก็ต้องยอมจำนน แต่ผมเคยคุยเรื่องนี้กับหลายคนเขาเห็นด้วยกับผม ไม่ว่าจะเป็นสถาปนิก ศิลปิน นักบริหาร”
อ.ไกรศักดิ์ กล่าวตบท้ายอีกว่าตนยังจะเคลื่อนไหวคัดค้านป้ายโฆษณามหาภัยเหล่านี้ต่อไป โดยเชื่อมั่นว่ายังมีคนไทยอีกมากที่ไม่ต้องการถูกยัดเยียดด้วยระบบทุนนิยมผ่านป้ายโฆษณาทั้งหลาย
ล้อมกรอบ -ยังยืนซาก
พาดหัวข่าวหน้าหนึ่ง หนังสือพิมพ์ คม ชัด ลึก ฉบับวันที่ 28 มิถุนายน 2545 ถือเป็นข่าวเศร้าที่ทำให้หลายๆ คน โดยเฉพาะชาวตลาดสี่แยกบางนาถึงกับช็อกกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อเวลาประมาณ 16.00 น.เกิดพายุฝนฟ้าคะนองกระชากคัตเอาท์ขนาด 47 เมตร ถล่มลงมาทับบ้านเรือนเสียหายกว่า 16 หลัง ส่งผลให้เด็กหญิงวัย 7 ขวบ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตภายหลังจากนำส่งโรงพยาบาล

จากเหตุการณ์ครั้งนั้น ชาวบ้านที่ได้รับความเสียหายยังอยู่กันอย่างหวาดระแวง เพราะไม่รู้ว่าโครงเหล็กอันใหญ่โตที่ยังคงยืนซากอยู่นั้นจะถล่มลงมาอีกเมื่อไร เพราะยังไม่มีการรื้อถอน โดยอ้างว่าติดเรื่องสัญญา
“ตอนนี้สนิมกินไปเยอะแล้ว สองปีกว่าแล้วยังไม่มารื้อถอนอีก ร้องเรียนไปก็แล้ว ตำรวจมาดูก็แล้ว ยังไม่เห็นเขามารื้อ บ้านฉันโดนด้านหลังพังไปหมดทั้งแถบ ได้เงินค่าเสียหายมา 5 หมื่นบาท คนอื่นเขาได้กันเป็นแสน ไม่รู้เขาดูกันยังไง อีกอย่างเรามัวแต่ยุ่งๆ เลยไม่มีเวลาไปร้องเรียน แถมบริษัทประกันภัยบอกว่าถ้าอยากได้เพิ่มให้ไปฟ้องร้องเอาเอง ตอนนี้ยังกลัวๆ อยู่ เพราะส่วนที่มันตกลงมามันเป็นส่วนที่ต่อขึ้นไปข้างบน ที่เหลือเป็นโครงเหล็กส่วนล่าง ซึ่งใหญ่มากและสูงมากด้วย” ปั่น นพมณีวิจิตร ชาวตลาดสี่แยกบางนาผู้ได้รับความเสียหาย เล่าอย่างเป็นกังวล
เช่นเดียวกับ สมพงษ์ โพธิ์เกิด อายุ 41 ปี ที่บอกว่า
“น่ากลัวมาก อันตราย น้องเขาโดนโครงเหล็กที่ตกลงมาทับหลังคาบ้าน แล้วหลังคาพังลงไปทับน้องเขาอีกทีหนึ่ง อยากให้คนที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องมาช่วยดูแลหน่อย เพราะป้ายมันใหญ่มากๆ ตัวเราก็กลัวเหมือนกัน แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะเราคงไม่มีปัญญาไปเรียกร้องอะไร เรามันแค่ชาวบ้าน มีหลายครั้งเหมือนกันที่ป้ายพลัดตกลงมาโดนรถราที่วิ่งอยู่ เห็นแล้วหวาดเสียว อยากให้มาช่วยดูแลสักนิด”
ไม่เพียงแค่ชาวตลาดสี่แยกบางนาใต้ทางด่วนแห่งนี้เท่านั้น ที่ต้องทนอยู่อย่างหวาดหวั่นกับเศษเหล็กขนาดมหึมานี้ แต่ยังมีอีกหลายชุมชนที่ประสบปัญหาเดียวกัน…เรื่องเช่นนี้ต้องมีคนออกมาดูแลและรับผิดชอบ–จบ–

ที่มา : นสพ.กรุงเทพธุรกิจ