The News

ที่มา : 27 ต.ค.–ASTVผู้จัดการออนไลน์

เปิดปูมสัมพันธ์แท้-เทียม”นช.แม้ว” – “ฮุนเซน” หลังอดีตเคยกัดกันจนถึงขั้นไม่เผาผี แต่ตอนนี้จำใจหลับหูหลับตาเรียก “เพื่อนเลิฟ” หมายผลประโยชน์กองโตแฉ สมัย “นช.แม้ว” เป็นนายกฯ เพื่อนรักอย่าง “ฮุนเซน” เคยปลุกระดมคนเขมรให้คลั่งชาติ-เกลียดไทย พร้อมใส่ร้ายดาราสาว เพื่อกลบเกลื่อนความชั่วตัวเองที่โลภมาก แอบมุบมิบเจรจาประโยชน์กับเวียดนาม จนทำให้กัมพูชาต้องเสียดินแดนเผยเมื่อครั้งเผาสถานทูต-บริษัทเอกชนไทยในกัมพูชา “ชินคอร์ป” ของเพื่อนเลิฟ “นช.แม้ว” โดนเผาเป็นที่แรก รายการ “รู้ทันประเทศไทย” ออกอากาศทาง เอเอสทีวี-ทีวีของประชาชน วันอังคารที่ 27 ตุลาคม เวลา 18.30-20.00 น. มี ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง และนายสันติสุข มะโรงศรี เป็นผู้ดำเนินรายการ โดยมีการเชิญ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุนัย ผาสุข ที่ปรึกษาด้านพม่าของกลุ่มฮิวแมน ไรท์ วอทช์ มาร่วมพูดคุยถึงประเด็นร้อนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมาปกป้องพร้อมแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ต้องการให้ที่พักพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา

เริ่มต้นรายการ นายสันติสุข กล่าวถึงความเคลื่อนไหวของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ออกมาระบุว่า ได้รับเสียงบ่นจากบรรดาผู้นำประเทศที่เดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ที่หัวหิน ซึ่งผ่านพ้นไปไม่นานมานี้ ว่าทางการไทย จัดงานไม่ดี เน้นประชาสัมพันธ์ประเทศตัวเองมากเกินไป จนทำให้เนื้อหาการประชุมไม่ชัดเจน ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวประเด็นนี้ว่า สิ่งที่ตนได้ยินมาคือ สื่อมวลชนไทยและเทศต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกัน ว่าไม่ค่อยมีอะไรทำ เพราะตารางจัดงานไม่ได้อัดแน่นเหมือนที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาให้ข่าวว่าผู้นำประเทศต่างๆ บ่นว่าเหนื่อยกับการประชาสัมพันธ์ประเทศของรัฐบาล ซึ่งตนกลับมองว่า เรื่องนี้เป็นธรรมดา ที่เวลาประเทศใดจัดงาน ก็ต้องมีการโชว์ภาพลักษณ์ของประเทศ แต่สิ่งที่นอกเหนือจากนั้น ตนว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คงลืมไปว่า สมัยที่ได้เป็นนายกรัฐมนตรีและมีการจัดการประชุม ตอนนั้นต่างหากที่มีเสียงบ่นอย่างหนาหู ว่าผู้นำไทยในสมัยนั้น ไม่ยอมรับฟังในสิ่งที่ผู้นำประเทศอื่นๆ พูด มัวแต่ประชาสัมพันธ์ตัวเอง ดังนั้น การออกมาสร้างกระแสต่อว่ารัฐบาล นายอภิสิทธิ์ จึงเป็นแค่ความต้องการดิสเครดิตเท่านั้น ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ออกมาพูด คงทนไม่ได้ที่เห็นคนไทยจะรัก นายอภิสิทธิ์ มากกว่าตัวเอง จึงต้องหาทางดิสเครดิต ซึ่งเป็นสันดานธรรมดาของคนขี้อิจฉา ที่ก่อนหน้านี้อยากจะเป็นประธานอาเซียนจัดการประชุมระดับนานาชาติมาก ดังนั้น จึงวางแผนใช้ พล.อ.ชวลิต ไปพบ สมเด็จฯ ฮุนเซน เพื่อปั่นกระแสก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน จนทำให้แม้จบการประชุมไปแล้ว ใครต่อใครก็ยังพูดถึงการกระทำของทั้ง 3 คนนี้อยู่ คือ พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต และสมเด็จฯ ฮุนเซน นายสันติสุข กล่าวว่า เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา มีการทำเรื่องขอพระราชทานถอดยศ และคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ เนื่องจากศาลมีคำพิพากษาสั่งจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเวลา 2 ปี จึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนดังกล่าว

ดร.เจิมศักดิ์ กล่าวประเด็นนี้ว่า เรื่องการถอดยศและคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติอืดอาดในการดำเนินการเรื่องดังกล่าว ตั้งแต่สมัยที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ยังดำรงตำแหน่งเป็น ผบ.ตร. ก็ดึงเรื่องนี้อย่างสุดลิ่ม ทั้งที่จริงแล้วด้วยระเบียบราชการ สามารถกระทำได้ทันทีหลังจากที่ศาลตัดสินคดีถึงสิ้นสุดแล้ว และสั่งจำคุกเป็นเวลา 2 ปี แต่เรื่องดังกล่าว พล.ต.อ.พัชรวาท กลับเตะถ่วง ซ้ำยังส่งเรื่องกลับไปมาให้มีการพิจารณาใหม่ ช่วงต่อมาเข้าสู่บทสนทนาถึงประเด็นที่ตอนนี้สังคมให้ความสนใจและวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุด ซึ่งหนีไม่พ้นการกระทำของ สมเด็จฯ ฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ที่ออกมาปกป้องพร้อมแสดงเจตจำนงชัดเจนว่า ต้องการให้ที่พักพิง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมทั้งกรณี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปัจจุบันไปร่วมงานกับพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางไปพบผู้นำกัมพูชา

นายไกรศักดิ์ กล่าวประเด็นนี้ว่า ที่ผ่านมา สมเด็จฯ ฮุนเซน ถือเป็นบุคคลที่รักษาอำนาจของตัวเองมาโดยตลอด เพราะกว่าที่จะขึ้นมาครองอำนาจในกัมพูชา ต้องผ่านเหตุการณ์สำคัญมากมาย โดยสิ่งที่ใครๆก็อยากรู้ว่า แท้จริงแล้วไทยกับกัมพูชามีความสัมพันธ์กันอย่างไรมาก่อน ซึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไทยล้วนเกี่ยวข้องกับกัมพูชาในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านธุรกิจและผลประโยชน์ระหว่างประเทศ โดยคนไทยจำนวนไม่น้อยได้เข้าไปลงทุนในกัมพูชา ดังนั้น ความเกี่ยวข้องจึงมีต่อกันสูง แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้น คือ กัมพูชาด้วยฐานรากไม่ใช่ประเทศที่ร่ำรวยมากนัก เนื่องจากผ่านภาวะสงครามมาอย่างโชกโชน จึงเพิ่งมาลืมตาอ้าปากได้บ้างในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันกัมพูชาก็ยังเป็นประเทศที่ต้องอาศัยความช่วยเหลือด้านงบประมาณจากจีนและเกาหลีอยู่ นายไกรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ สมเด็จฯ ฮุนเซน ออกมาระบุว่าเป็นเพื่อนรักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ตนอยากให้ย้อนดูเมื่อปี 2537 ซึ่งตนเคยเดินทางไปพบ สมเด็จฯ ฮุนเซน และได้รับข้อมูลว่าวันที่ 2 พฤศจิกายนในปีดังกล่าว สื่อกัมพูชาประโคมว่าจับกุมคนไทยทั้งหมด 31 คน ซึ่งใน 4 คนในจำนวนดังกล่าวเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่เข้าไปกระทำการมีส่วนรวมสนับสนุนในการก่อปฏิวัติที่กัมพูชา แต่มาถูกจับได้เสียก่อน จึงลงมือไม่สำเร็จ โดยหลังจากสอบสวนแล้วทราบว่าส่วนใหญ่เป็นคนของ พ.ต.ท.ทักษิณ และมีบางคนเป็นคนของ พล.อ.ชวลิต ซึ่งมีการระบุถึงขนาดว่า หากการกระทำดังกล่าวสำเร็จ จะมีการสังหาร สมเด็จฯ ฮุนเซน ด้วย

นายไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ตอนที่ตนได้ฟังข้อมูลเรื่องดังกล่าวจาก สมเด็จฯ ฮุนเซน ก็ตกใจที่คนไทยจะเข้าไปมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว ซึ่งจากเหตุการณ์เกิดขึ้น ตนก็เดินทางไปเป็นผู้เจรจาขอให้ปล่อยตัวคนไทย เนื่องจากคนพวกนั้นมีบางส่วนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เนื่องจากคนที่อยู่เบื้องหลังตัวจริงบอกความจริงไม่หมด โดยสุดท้ายแล้ว สมเด็จฯ ฮุนเซน ก็ยอมปล่อยตัวคนไทยทั้ง 31 คนกลับ สิ่งที่เหล่านี้ จึงสะท้อนความสัมพันธ์ในอดีตของทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต และสมเด็จฯ ฮุนเซน ดร.เจิมศักดิ์ ยิงคำถามว่า ในเมื่อ พล.อ.ชวลิต และสมเด็จฯ ฮุนเซน ต่างเคยมีรอยแผล เนื่องจากถูก พ.ต.ท.ทักษิณ กระทำ แต่ทำไมวันนี้คนพวกนี้ถึงมาจับมือกันทำร้ายประเทศไทยได้ นายไกรศักดิ์ กล่าวประเด็นนี้ ว่า วันนี้บุคคลทั้ง 3 คนเป็นมิตรกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวันข้างหน้าจะตั้งตัวเป็นศัตรูกันไม่ได้ การที่ปัจจุบันเห็นทั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ พล.อ.ชวลิต และสมเด็จฯ ฮุนเซน ออกมาหมายมั่นกันว่าเป็นมิตรที่ดีต่อกัน คนพวกนี้ หนีไม่พ้นเรื่องผลประโยชน์ จึงตีหน้าญาติดีใส่กัน เพราะถ้าหากมองกันจริงๆ สมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ในกัมพูชาก็มีการเผาสถานทูตไทยถึง 2 ครั้ง ซึ่งถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพื่อนรักของ สมเด็จฯ ฮุนเซน จริง ผู้นำกัมพูชาคงไม่ปล่อยให้เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนั้น มีการเผาบริษัทเอกชนไทยทั้งสิ้น 38 บริษัท โดยเอไอเอส บริษัทของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกเผาเป็นที่แรก ด้วยกรณี ที่มีการอ้างว่า ดาราสาว กบ สุวนันท์ คงยิ่ง ได้พูดพาดพิงและดูหมิ่นทางกัมพูชา จนส่งผลกระทบต่อทั้งสองประเทศ

นายสุนัย กล่าวเสริมประเด็นนี้ ว่า ตนดูพฤติกรรมของ สมเด็จฯ ฮุนเซน ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน แล้วเห็นว่าสิ่งที่ผู้นำกัมพูชาเชื่อ คือ อำนาจหมายถึงความถูกต้อง ทำให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน ไม่รู้จักพอในเรื่องอำนาจ ซึ่งมีนิสัยคล้าย พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ชอบสั่งการทุบโต๊ะ โดยไม่ฟังเสียงของผู้อื่น สำหรับเหตุการณ์เผาสถานทูตไทย สมัย พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ตนยืนยันได้ว่าเรื่องนี้เป็นการเมืองภายในกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามจะดึงไทยเข้าไปเป็นแพะรับบาป เนื่องจากขณะนั้น สมเด็จฯ ฮุนเซน กำลังตกเป็นจำเลยสังคม ที่มองว่ามีพฤติกรรมขายชาติ เพราะไปมุบมิบเจรจาเรื่องผลประโยชน์กับเวียดนาม จนทำให้กัมพูชาเสียดินแดนไปส่วนหนึ่ง ทั้งนี้ เรื่องดังกล่าวทำให้ สมเด็จฯ ฮุนเซน ต้องหาทางลง ด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจชาวกัมพูชา ให้ไปจับต้องที่เรื่องอื่น ก็คือ อ้างคำพูดของดาราสาว กบ สุวนันท์ คงยิ่ง หาว่าพูดจาดูหมิ่นกัมพูชา ซึ่งสมัยนั้น ตนเป็นหนึ่งในคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ทำให้ทราบว่า แท้จริงแล้วตัวบ่งการที่ปล่อยข่าวและเกณฑ์คนมาปลุกปั่นให้ชาวกัมพูชาคลั่งชาติ ออกมาประฌามการกระทำของดาราสาวและคนไทย ก็คือ สมเด็จฯ ฮุนเซน เอง ดังนั้น สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปเป็นประเด็น ศัตรูในอดีตจะทำเวลานี้กลายเป็นเพื่อนรักกันได้

นายไกรศักดิ์ กล่าวว่า สำหรับปูมสัมพันธ์ สมเด็จฯ ฮุนเซน และพล.อ.ชวลิต มีมาตั้งแต่สมัยอดีต ซึ่งถือเป็นความสัมพันธ์แบบขึ้นๆลงๆ ที่เกื้อหนุนกันเป็นเวลานาน แต่เวลานี้ที่น่ากลัวมากที่สุด คือ ทั้งไทยและกัมพูชา จะนำประเด็นความขัดแย้งที่เกิดขึ้น เชื่อมโยงกับปัญหาการเมืองภายในประเทศ เพราะมันอาจลุกลามไปจนทำให้ประชาชนทั้งสองประเทศถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อห่ำหั่นกันเอง เหมือนในสมัยอดีตที่รัฐบาลเผด็จการกัมพูชา เคยสั่งฆ่าประชากรถึง 30% ด้วยเหตุผลที่อ้างว่าอาจเป็นสายลับให้แก่ต่างประเทศ ที่เป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงกัมพูชา ดังนั้น ตนอยากให้ทุกฝ่าย มองปัญหาดังกล่าวให้ลึกซึ้ง มากกว่าการมานั่งโทษรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ว่าไม่ยอมทำอะไน เพราะที่ผ่านมา หลายรัฐบาลก็เจอปัญหาแบบนี้ ซึ่งตนอยากให้ย้อนดูเหตุการณ์ในอดีตจนถึงปัจจุบันว่ามีอะไรเกิดขึ้นมาบ้าง

นายไกรศักดิ์ กล่าวอีกว่า แท้จริงแล้วตนไม่คาดคิดว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน จะออกมาปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ถึงขนาดนี้ โดยมีการเอาไปเปรียบเทียบกับ นางอองซาน ซูจี ทั้งที่วีรสตรีนักประชาธิปไตยตัวจริงไม่เคยส่งลิ่วล้อไปปิดล้อมและทำลายการประชุมระดับประเทศ รวมทั้งไม่ได้เป็นบุคคลที่มีเงินเป็นหมื่นล้าน และไม่ได้หนีคุก ดังนั้น ตนเห็นว่าชัดเจนประชาธิปไตยในตัว นางอองซาน ซูจี กับ พ.ต.ท.ทักษิณ มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกันกับ นายอภิสิทธิ์ ที่ไม่มีกลอุบายหาผลประโยชน์แบบอดีตผู้นำไทย เนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ ไม่กล้าทำสิ่งใดที่ไม่ถูกต้องเหมือน พ.ต.ท.ทักษิณ “ผมอยากให้แยกแยะเรื่องความสัมพันธ์ไทยกับกัมพูชา เนื่องจากเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวัง เพราะเกี่ยวข้องกับประชาชนทั้งสองประเทศ ดังนั้น ต้องแยกให้ออกระหว่าง การกระทำ สมเด็จฯ ฮุนเซน กับชาวกัมพูชา เพราะต้องเข้าใจแรงกดดันภายในกัมพูชาด้วยว่า ผ่านความยากลำบากจากภาวะสงครามมาหนักหนาแค่ไหน” นายไกรศักดิ์ กล่าว

นายสุนัย กล่าวประเด็นเดียวกันว่า ตนอยากเตือนแรงปลุกปั่นให้คลั่งชาติแบบสุดโต่ง เพราะคนกัมพูชาบอบช้ำมากกับบทเรียนที่ผ่านมา เนื่องจากมีหลายเหตุการณ์ ที่มีการหลอกผู้คนไปรักชาติในทางที่ผิด ดังนั้น ในกัมพูชาจึงเกิดความขัดแย้งขึ้น ส่วนสำหรับที่ สมเด็จฯ ฮุนเซน ออกมาปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ตนเชื่อว่าเรื่องนี้ต้องมีใครไปกระทุ้งอารมณ์ผู้นำกัมพูชา เพื่อร่วมกันหักหน้ารัฐบาลไทย สำหรับการกระทำของ พล.อ.ชวลิต ที่เดินทางไปพบ สมเด็จฯ ฮุนเซน พร้อมนำนักข่าวไทยไปเป็นจำนวนมาก ตนถือเป็นการเดินเกมที่น่ากลัว เพราะมีหลายประเด็นถูกขุดขึ้นมาปั่นกระแส สร้างราคาให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เว้นแม้แต่ สมเด็จฯ ฮุนเซน ที่เดิมทีรักษาท่าทีเวลาจะให้สัมภาษณ์สื่อสักครั้งหนึ่ง แต่กลับเปลี่ยนมาเป็นเดินเข้าหาสื่อ เพื่ออยากตกเป็นข่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเพื่อนรัก “การคบกันของ พ.ต.ท.ทักษิณ กับสมเด็จฯ ฮุนเซน เกิดจากคนสองคนที่มีนิสัยเหมือนกัน ชอบอวดอ้างความเป็นประชาธิปไตย ทั้งที่ตัวผู้นำกัมพูชาเองก็เคยเป็นคนนำปฏิวัติในกัมพูชา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ สะท้อนตัวตนให้เห็นว่าทั้งคู่เป็นเช่นไร ซึ่งตนเคยได้ยินมาว่า สมัยที่ สมเด็จฯ ฮุนเซน หาเสียง ได้บอกกับคนกัมพูชาว่า ตัวเองนั้นเป็นเทวดา ที่หากใครมาทำดีด้วย ก็จะได้รับการสนองพระเดชพระคุณ แต่ถ้าหากใครไม่ทำตามที่ต้องการ ก็ไม่รับประกันว่าจะเป็นอย่างไร ทำให้ตนสัมผัสได้ว่า สมเด็จฯ ฮุนเซน ทำทุกอย่างเพื่ออำนาจของตนเอง โดยไม่สนใจสิ่งอื่น” นายสุนัย กล่าว

ช่วงสุดท้ายของรายการ ได้มีการต่อสายถึง นายโซออง ผู้แทนต่างประเทศพม่า ถึงกรณี พล.อ.ชวลิต มีแผนจะเดินทางไปพบผู้นำพม่า โดย นายโซออง กล่าวว่า ตนคิดว่าสถานการณ์ตอนนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน โดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตยภายในประเทศที่กำลังเกิดความขัดแย้งกันอยู่ และยิ่ง นางอองซาน ซูจี ผู้นำพรรคฝ่ายค้านถูกกักบริเวณเป็นเวลายาวนานถึง 14 ปี แต่จนถึงขณะนี้ สถานการณ์การเมืองภายในพม่าก็ยังคงไม่สงบ ดังนั้น โดยส่วนตัว ตนจึงไม่เห็นด้วยที่ พล.อ.ชวลิต จะเดินทางไปพบผู้นำพม่า ทั้งที่ตัวเองก็ไม่ได้มีตำแหน่งใดๆ ในรัฐบาลชุดนี้ จึงไม่สมควรไปด้วยเหตุผลใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจาก ขณะนี้ พล.อ.ชวลิต ออกมาประกาศตัวว่ายืนอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งที่ผ่านมา อดีตผู้นำไทยคนนี้ ก็เคยทำให้ชาวกัมพูชาและพม่าจำนวนมากบอบช้ำไม่น้อย เพราะมีส่วนเข้าไปให้การสนับสนุนระบอบเผด็จการในประเทศเพื่อนบ้าน จนทำให้มีการผูกขาดอำนาจ ประชาชนตกเป็นเบี้ยล่างนักการเมือง ตนจึงสรุป ไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปของ พล.อ.ชวลิต เพราะถ้าหากไปก็เท่ากับว่า สนับสนุนรัฐบาลเผด็จการที่ปกครองพม่าอยู่

นายสุนัย กล่าวเสริมว่า มีการเปรียบเทียบ พ.ต.ท.ทักษิณ ว่าถูกเกมการเมืองบีบทั้งที่เป็นนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยแบบ นางอองซาน ซูจี ซึ่งตนขอแย้งว่า ทั้งคู่ไม่เหมือนกันอย่างสิ้นเชิง ถือเป็นการเปรียบเทียบที่ผิดฝาผิดตัว เพราะสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเรืองอำนาจและเป็นนายกรัฐมนตรี ได้ให้การสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการพม่า เพื่อยึดครองอำนาจให้ประเทศ จนทำให้คนพม่าจำนวนมากตกระกำลำบากอย่างแสนสาหัส–จบ–

แก้ไขล่าสุด ( วันจันทร์ที่ 02 พฤษจิกายน พ.ศ. 2009 เวลา 19:i น. )