The News

อมรรัตน์ ล้อถิรธร…รายงาน
ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางกรณี “ฮุน เซน”นายกฯ กัมพูชา มาไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่กลับมาให้สัมภาษณ์ตบหน้ารัฐบาลไทย ด้วยการยอมรับว่า ได้เชิญ “ทักษิณ ชินวัตร”(นักโทษที่ไทยกำลังต้องการตัว) ให้เป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของตน พร้อมส่งสัญญาณว่า ถ้าทักษิณไปพักอยู่ในกัมพูชา(ตามที่ตนได้สร้างบ้านไว้รอแล้ว) จะไม่ส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยอ้างว่าคดีของทักษิณเป็นคดีการเมือง …ท่าที่ของฮุน เซน ที่ปกป้องและช่วยเหลือทักษิณ ไม่เพียงส่อเข้าข่าย “ตลบตะแลง” เพราะพูดกับรัฐบาลไทยอย่างหนึ่ง พูดกับสาธารณะอย่างหนึ่ง แต่ยังสะท้อนผลประโยชน์แอบแฝงที่ “ฮุน เซน-ทักษิณ”น่าจะมีต่อกันด้วย

และแล้ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ผู้ที่ปากบอกว่าสมัครเข้าเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย เพราะทนเห็นบ้านเมืองขัดแย้งแตกแยกอย่างหนักไม่ไหว จึงต้องโดดลงมาแก้ปัญหาด้วยการเข้ามาเป็นคู่ขัดแย้งเสียเอง ก็ทำสิ่งที่ตรงข้ามกับที่ปากพูด ด้วยการสร้างความเสียหายให้ประเทศหนักยิ่งขึ้น เพียงเพื่อผลประโยชน์ของคนคนเดียวคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นักโทษหนีคดีทุจริตซื้อขายที่ดินรัชดาฯ ที่ศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี และเป็นหัวหน้าพรรคตัวจริงของพรรคเพื่อไทย

หลังได้สวมบทประธานพรรคเพื่อไทย พล.อ.ชวลิต ทำราวกับได้นั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง ด้วยการเดินสายเยือนประเทศเพื่อนบ้าน อ้างว่าเพื่อสานความสัมพันธ์ แต่ผลที่ออกมากลับเป็นเพียงแค่การสานความสัมพันธ์ระหว่างพรรคประชาชนกัมพูชาของสมเด็จฯ ฮุน เซน นายกฯ กัมพูชา กับพรรคเพื่อไทยเท่านั้น ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและประเทศทั้งสองกลับถูกบั่นทอนลงจนยากจะมองหน้ากันได้ติด

เพราะสมเด็จฯ ฮุน เซน ที่เคยบอกกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ ของไทย รวมทั้งบอกกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ของไทยว่า แม้จะเป็นเพื่อนกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็ต้องแยกจากการทำหน้าที่และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ทันทีที่ พล.อ.ชวลิต เดินทางไปเยือนกัมพูชาและหารือกับสมเด็จฯ ฮุน เซน(ซึ่งคาดว่า เป็นไปตามคำบัญชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะหลังหารือ พ.ต.ท.ทักษิณได้โทรศัพท์ถาม พล.อ.ชวลิตทันที ผลการหารือเป็นอย่างไรบ้าง) ปรากฏว่า สมเด็จฯ ฮุน เซน ก็พลิกท่าทีที่เคยมีต่อรัฐบาลไทยทันที โดยหันไปยกย่อง-ปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ทั้งที่ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นนักโทษหนีคดีที่ไทยกำลังต้องการตัว โดยคำพูดที่ออกมาจากปากสมเด็จฯ ฮุน เซน นอกจากจะแสดงความเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณอย่างออกนอกหน้าแล้ว ยังส่อก้าวล่วงกระบวนการยุติธรรมของไทยด้วย “ในฐานะเพื่อน ผมรู้สึกว่า พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้รับความเป็นธรรมทางการเมือง ประสบเคราะห์กรรม แต่ผมกับทักษิณยังเป็นเพื่อนกัน ในฐานะที่ทำประโยชน์ให้ประเทศมานาน แต่ทำไมวันนี้ถึงไม่มีแผ่นดินจะอยู่ ผมมีความรู้สึกเจ็บปวดในเรื่องนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนไทย…ภรรยาผมถึงกับร้องไห้ และมีความเห็นที่จะสร้างบ้านให้ พ.ต.ท.ทักษิณเข้ามาอยู่ในกรุงพนมเปญ ในฐานะเพื่อนอย่างมีเกียรติ”

ไม่เท่านั้น สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังทำเหมือนตบหน้ารัฐบาลไทย ด้วยการให้สัมภาษณ์หลังเดินทางมาประเทศไทยเพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน(23 ต.ค.) โดยส่งสัญญาณชัดเจนว่า พร้อมจะยกตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจของตนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งจะปกป้อง พ.ต.ท.ทักษิณด้วยการไม่ส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนด้วย “เป็นเรื่องจริงที่ผมได้เชิญ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจ ส่วนเรื่องการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน ขอแนะนำให้ไปอ่านข้อที่ 3 ของสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน(หากเป็นคดีการเมือง สามารถปฏิเสธการส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้) ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณสามารถอยู่ในกัมพูชาได้ในฐานะแขก และในฐานะที่ปรึกษาเศรษฐกิจของผม ถ้าถามว่าผมทำอย่างนี้ทำไม นั่นเป็นคำถามที่มีหลายคำตอบ แต่ผมก็ไม่รู้ว่าใครจะตอบคำถามนั้น”

สมเด็จฯ ฮุน เซน ยังอ้างด้วยว่า คำพูดและท่าทีของตนที่มีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ถือเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศไทย พร้อมยกย่องเชิดชู พ.ต.ท.ทักษิณให้เทียบเท่ากับอองซาน ซูจี ของพม่า “นี่ไม่ใช่การแทรกแซงกิจการภายในของไทย แต่เป็นสิทธิและอำนาจอธิปไตยของกัมพูชา…สิ่งที่ผมทำคือการให้การสนับสนุนทางด้านจิตใจของผมต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ คนไทยเสื้อแดงนับล้านสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ แล้วทำไมผมในฐานะมิตรจากแดนไกลจะไม่สามารถสนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณได้ ถ้าไม่มีการปฏิวัติเมื่อปี 2549 เรื่องแบบนี้ก็ไม่เกิดขึ้น คนพูดถึงซูจี ในพม่า แล้วทำไมฮุน เซน จึงจะพูดถึงทักษิณไม่ได้ อย่ามาตำหนิผม”

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำรัฐบาลไทย ได้ตอบโต้สมเด็จฯ ฮุน เซนด้วยท่าทีที่สุภาพที่สุดแล้ว โดยชี้ว่า กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาจำคุก 2 ปีเป็นคดีการเมืองอย่างที่สมเด็จฯ ฮุน เซน อ้างหรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์กันโดยเปิดโอกาสให้ทั้ง 2 ฝ่ายได้เสนอข้อเท็จจริงว่า ตกลงเป็นเรื่องของการเมืองหรือการทุจริตคอร์รัปชั่น จะไปพูดล่วงหน้าไม่ได้ “คำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ผมคิดว่าคงมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนอย่างมาก อาจได้รับข้อมูลที่ไม่ถูกต้องในการเข้าใจสถานการณ์ที่เกี่ยวกับคุณทักษิณ ซึ่งต่างกับนางอองซาน ซูจี ผมไม่คิดว่าในโลกนี้จะมีสักกี่คนที่เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณมีความคล้ายคลึงกับนางอองซาน ซูจี …ผมไม่ทราบว่าข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมาจากไหน แต่เราก็มีหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง คิดว่านายกฯ ฮุน เซนต้องคิดให้ดีว่าจะยืนยันการตัดสินใจที่จะมีผลกระทบร่วมกันต่อประโยชน์ของคนทั้ง 2 ชาติเพื่ออะไร คือผมเห็นว่าท่านก็เป็นนายกฯ ที่มีความอาวุโส อย่าไปเป็นเหยื่อหรือเบี้ยให้ใครเลยครับ”

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลัง พล.อ.ชวลิตเดินทางไปพบสมเด็จฯ ฮุน เซน กระทั่ง ฮุน เซนออกมาแสดงท่าทีต่อ พ.ต.ท.ทักษิณ จนเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเกี่ยวกับสัมพันธภาพระหว่างไทย-กัมพูชาที่ส่อว่าอาจเกิดความร้าวฉานนั้น ปรากฏว่า จากการสำรวจความคิดเห็นประชาชนโดยสวนดุสิตโพล(ระหว่างวันที่ 23-24 ต.ค.)พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่เห็นว่า การพบกันระหว่าง พล.อ.ชวลิตกับสมเด็จฯ ฮุน เซน เป็นเกมการเมืองและเป็นการแสดงศักยภาพของ พล.อ.ชวลิต เพื่อหาทางออกให้ พ.ต.ท.ทักษิณ นอกจากนี้ยังมองว่าการกระทำของ พล.อ.ชวลิตเป็นการชักศึกเข้าบ้าน ทำให้ต่างประเทศเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองของไทยด้วย

อย่างไรก็ตาม ทางด้าน พล.อ.ชวลิต เตรียมเดินสายเยือนประเทศอื่นๆ ในเร็วๆ นี้ ไม่ว่าจะเป็นพม่า มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เป็นต้น โดยอ้างเหมือนเดิมว่า ต้องการเสริมสร้างความสัมพันธ์
ลองไปดูกันว่า ฝ่ายต่างๆ ในสังคมจะมองพฤติกรรมของ พล.อ.ชวลิตและท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนอย่างไร?

นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ส.ส.สัดส่วนและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และอดีตประธานคณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา เชื่อว่า การที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ซึ่งเคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับรัฐบาลทักษิณถึงขนาดมีการเผาสถานทูตไทยในกัมพูชา แล้วจู่ๆ มายกย่องเชิดชูกันในช่วงนี้ ต้องมีเรื่องของผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องมากกว่าการช่วยเหลือในฐานะเพื่อน
“น่าจะมีผลประโยชน์มากกว่านั้น เขาคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกันแล้ว หลังจากที่เคยมีความสัมพันธ์ที่ไม่ค่อยดีกันเลย สถานการณ์ตอนคุณทักษิณเป็นนายกฯ ก็เผาสถานทูตไทย 2 ครั้ง บริษัท เอไอเอสก็โดนเผา จากชั้นบนถึงชั้นล่างเลย 38 บริษัททั้งหมดก็โดนเผาทั้งหมด รวมทั้งผลประโยชน์ของคุณทักษิณด้วย แต่อยู่ดีดีก็มาคืนดีกันนี่ ผมก็ไม่ทราบว่าลึกๆ แล้วอะไร ก็อาจเป็นไปได้มีการแลกเปลี่ยนกันทางผลประโยชน์ เขาเลือกที่จะพูดว่า(ท่าทีที่มีต่อ)คุณทักษิณทำตามเหมือน “สม รังสี”(ผู้นำพรรคฝ่ายค้านของกัมพูชา) ที่สม รังสีมาใช้เมืองไทย(แถลง) ก็ไม่เคยได้รับเชิญจากรัฐบาลอภิสิทธิ์เลย เขามาพูดในนามแขกของสมาคมสื่อของเอเชียที่เอฟซีซีที แล้วจะไปเปรียบเทียบคุณทักษิณกับอองซาน ซูจี ก็ไม่ได้ เพราะซูจีไม่มีพวกเสื้อแดงที่จะไปถล่มการประชุมนานาชาติหรือไล่ทุบนายกฯ ตามล่าเลขาฯ นายกฯ ทุบซะจนรถราพังไปหมด (อองซาน ซูจี)ไม่ได้ทำอย่างนั้น เขาติดคุกมาตลอด 10 กว่าปี เพราะฉะนั้นเปรียบเทียบอย่างนี้ก็เหมือนหาเรื่อง (ถาม-อ.คิดว่าจะเป็นปัญหามั้ย ถ้าฮุน เซนไม่ส่งตัวคุณทักษิณให้ไทย ถ้าคุณทักษิณไปพักอยู่กัมพูชาจริงๆ โดยอ้างว่านี่เป็นคดีการเมือง?) อันนั้นก็ทำได้ แต่ก็จะทำให้ความสัมพันธ์ในอาเซียนแย่ลงไปเลย สมาคมอาเซียนก็จะตกอยู่ในสภาพต่ำมาก เพราะพฤติกรรมตอนนี้เราก็แย่อยู่แล้ว เจอพม่าเข้าไป ที่ขับไล่ไสส่งประชากรของตัวเอง ประชาชนของตัวเองเป็นล้านๆ คนแล้ว แล้วมาเจอคุณฮุน เซนอีกอย่างนี้ก็ ทรุดล่ะครับตอนนี้ ภูมิภาคนี้ ต้องยอมรับ”

“(ถาม-แล้วอย่างนี้ไทยควรมีท่าทีอย่างไร สำหรับท่าทีของคุณอภิสิทธิ์ต่อสมเด็จฯ ฮุน เซนเนี่ย โดยส่วนตัวอาจารย์คิดว่าเหมาะสมหรือยัง?) คงลำบากมาก คุณอภิสิทธิ์ก็ไม่รู้จะทำยังไง จะแก้เผ็ดก็ไม่ได้ เพราะในเชิงทางการทูตนี่ เราก็มีนโยบายและมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนคุณฮุน เซนเลย คุณอภิสิทธิ์นี่ก็ถือว่าผลประโยชน์ของภูมิภาค ผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่เคยไปวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอะไรที่เกินเหตุเกินเลยไปในภูมิภาคนี้ ก็อยู่บนความถูกต้อง ที่มากที่สุดที่ท่านทำ คุณอภิสิทธิ์ก็พูดถึงเรื่องความเป็นห่วง เรื่องอองซาน ซูจี เพราะติดคุกมาเป็นเวลายาวนาน และไม่ได้ความเป็นธรรม และอยากจะเห็นการเลือกตั้งในพม่า ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็พูดในสิ่งที่เป็นมาตรฐานสูงสุดทางการทูตเท่าที่จะทำได้ แต่เจอท่านฮุน เซนไปอย่างนี้ก็เหนื่อยเหมือนกัน ไม่รู้จะทำยังไงดี เพราะตอนนี้เขาก็พูดได้ฝ่ายเดียว และเขาก็อาจจะเจ็บปวดไปเอง เพราะผมคิดว่าภาพพจน์ของท่านฮุน เซนนี่ก็คงตกต่ำค่อนข้างจะมากแล้วตอนนี้”

นายไกรศักดิ์ ยังฝากถึง พล.อ.ชวลิต ด้วยว่า ถ้าอยากเป็นนายกรัฐมนตรี ก็ควรรณรงค์ให้ตนเองได้รับความนิยมจากคนไทย ไม่ใช่ไปใช้เพื่อนบ้านมาเป็นผู้สนับสนุนหรือสร้างความสลับซับซ้อนสับสนให้ภูมิภาคนี้เพียงเพื่อผลประโยชน์ของ พ.ต.ท.ทักษิณคนเดียว เพราะความเสียหายที่เกิดขึ้น อาจไม่ใช่เฉพาะต่อประเทศไทยที่มีมูลค่าการค้ากับกัมพูชาปีละเป็นพันๆ ล้านเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลต่อการเจรจาต่อรองกับองค์กรต่างๆ ในภูมิภาคนี้และภูมิภาคอื่นของโลกด้วย

ด้าน ศ.ดร.สุจิต บุญบงการ ประธานสภาพัฒนาการเมือง และอดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พูดถึงกรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ยืนยันไม่ได้แทรกแซงกิจการภายในของไทยว่า การจะสรุปว่าสมเด็จฯ ฮุน เซนแทรกแซงกิจการภายในของไทยหรือไม่ ต้องดูที่ผลของการกระทำ ซึ่งสมเด็จฯ ฮุน เซน รู้ดีว่าการกระทำของตนจะก่อให้เกิดผลอย่างไรตามมา

“ต้องดูผล ฮุน เซนพูดแบบนี้เนี่ย ก็ต้องรู้อยู่แล้วว่าผลเนี่ย มันจะเกิดอะไรขึ้น ขณะนี้ในประเทศไทยก็มีการแบ่งขั้ว มันมีความขัดแย้งระหว่างผู้ที่สนับสนุนคุณทักษิณกับผู้ที่ไม่สนับสนุนทักษิณ ดังนั้นการที่เขาทำอย่างนี้เนี่ย เขาก็แสดงให้เห็นว่าเขาก็เห็นว่าความขัดแย้งในเมืองไทยก็ยังมีอยู่ เท่ากับว่าเหมือนกับต้องการให้เมืองไทยยังมีความขัดแย้งเช่นนี้อยู่ ตรงนี้มันก็เข้าข่ายว่าก็รู้เห็นเป็นใจกับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดที่จะให้เคลื่อนไหวทางการเมือง ก่อให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทย ผมก็มองดูว่าอันนี้มันก็ทำให้ ทางปฏิบัติมันก็เป็นการแทรกแซงอยู่ในที เพราะเขาก็รู้อยู่ ถามว่าไม่รู้เหรอ รู้ว่าถ้าเขาเอาทักษิณมาพัก ความขัดแย้งในสังคมไทยก็ยังคงมีอยู่ต่อไปและอาจจะขัดแย้งรุนแรงขึ้นก็ได้ ดังนั้นเพื่อประโยชน์ของเขาเอง ถ้าประเทศไทยยังมีความขัดแย้ง เขาก็อาจจะได้ประโยชน์มั่ง จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการต่อสู้ของเขา เรื่องเขาพระวิหาร เรื่องพรมแดน เรื่องเขตผลประโยชน์ทับซ้อนอะไรต่างๆ ที่ยังมีปัญหาคาราคาซังอยู่”

“(ถาม-แล้วคิดว่ารัฐบาลไทยควรจะมีท่าทีอย่างไร เพราะนี่แค่ประเทศแรกที่ พล.อ.ชวลิตไปเยือนก็เกิดปัญหาตามมาแบบนี้ แล้ว พล.อ.ชวลิตก็จะไปประเทศอื่นๆ อีก?) ไปประเทศอื่นคงไม่มีผลเท่าไหร่ เพราะประเทศอื่นก็ค่อนข้างจะรู้ว่า พล.อ.ชวลิตท่านเป็นคนอย่างไร แต่ที่กัมพูชาเนี่ย เนื่องจากมันมีความขัดแย้งกับประเทศไทยอยู่ในทีเกี่ยวกับพรมแดนอยู่แล้ว ที่รัฐบาลออกมา ที่ท่านนายกฯ ออกมาในที่ประชุมนั้น ผมว่าก็ดีอยู่แล้ว หมายความว่าเป็นการพูดอย่างชัดเจนว่าท่านไม่เห็นด้วยนะ ท่านจะให้ส่งผู้ร้ายข้ามแดนนะ ถ้าจะให้อยู่ก็คิดให้ดีนะว่าเหมาะสมหรือไม่ ผมว่าเสร็จแล้วก็ต้องดูสถานการณ์ต่อไปสักพักหนึ่งว่าตกลงแล้วรัฐบาลฮุน เซนเขาว่ายังไง แล้วทักษิณมาจริงหรือปล่า มาแล้วเคลื่อนไหวอะไรหรือเปล่า ผมว่าก็คง ความสัมพันธ์เรากับเขมรก็คงจะไม่ดีน่ะ คงดีไม่ได้ ดูแล้วในสถานการณ์อย่างนี้”

ด้านนายสุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูตไทยหลายประเทศ ก็พูดถึงท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนที่พยายามปกป้องช่วยเหลือ พ.ต.ท.ทักษิณและจะไม่ส่งตัวให้ไทยในฐานะผู้ร้ายข้ามแดนว่า นอกจากสะท้อนว่า ฮุน เซนไม่ได้สนใจหลักนิติรัฐนิติธรรม เพราะตัวเองสามารถสั่งอะไรก็ได้ในฐานะที่เป็นพรรคเดียวที่ผูกขาดปกครองประเทศกัมพูชามา 20 กว่าปีแล้ว ฮุน เซนยังต้องการแสดงให้เห็นว่า ตนเป็นผู้จัดการการเมืองไทยคนสำคัญคนหนึ่งด้วย

“ที่(ฮุน เซน) บอกว่า(ทักษิณ) เป็นเพื่อนมานาน ถ้าเป็นเพื่อนแล้วทำไมไปเผาสถานทูตไทยล่ะ ตอนนั้นเผาสถานทูตไทยสมัยคุณทักษิณกำลังเรืองอำนาจอยู่เลยในประเทศไทย ตอนนั้นก็ทำให้คุณทักษิณเสียหน้ามาก นั่น 1. และ 2. ส่วนที่จะให้เป็นที่ปรึกษาเศรษฐกิจ จะให้ปลูกบ้านให้อยู่ตามที่เป็นข่าว นายกฯ ฮุน เซน ก็พูดได้ แต่ประเด็นก็คือ ผมคิดว่าเรื่องนั้นคงไม่ใช่เรื่องที่เราจะต้องให้ความสนใจ แต่ความสนใจก็คือ ฮุน เซน บอกว่าจะไม่ส่งตัวคุณทักษิณถ้ารัฐบาลไทยขอ อันนี้มันเป็นประเด็นที่ฮุน เซน เหมือนกับว่าไม่รู้ประวัติไม่รู้เรื่องเลยว่าคุณทักษิณเนี่ยพ้นจากอำนาจไปด้วยการรัฐประหาร มีคดีติดต่อขณะนี้ 14-15 คดี ใช่มั้ยที่ยังรออยู่ และได้พิพากษาไปแล้วโดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในคดี(ที่ดิน)รัชดาฯ และก็รู้ด้วยว่าคดีนั้นไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีความผิดทางอาญา เพราะฉะนั้นสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนมันก็มีกันทุกประเทศ เราก็มีกับ 15-16 ประเทศ นี่มันหลักสากลอยู่แล้ว ที่เขาต้องระบุอยู่แล้ว มันต้องมีมาตราหนึ่งที่ระบุไว้ว่า ทั้งนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับคดีการเมือง คือถ้าเป็นคดีการเมือง สนธิสัญญานี้ย่อมไม่มีผลใช่มั้ย เขาจะไม่ส่งกัน ก็เป็นหลักสากลอยู่แล้ว แต่ประเด็นก็คือ 1.คุณฮุน เซน พูดเหมือนกับว่าคุณทักษิณไม่ได้มีความผิดอะไรเลยในประเทศไทย และ 2.คุณฮุน เซน จะตีความว่าเป็นคดีการเมืองก็เป็นสิทธิของคุณฮุน เซน แต่ในทางกฎหมายแล้ว เรื่องนี้ถ้ามีการยื่นหลักฐานทั้งหลายให้กับฝ่ายกัมพูชาพิจารณา สมมติว่าคุณทักษิณไปที่กัมพูชาจริง คนที่จะพิจารณาไม่ใช่คุณฮุน เซน แต่เป็นศาล”

“ในประเทศกัมพูชานั้น เราต้องไม่ลืมว่า ระบอบการเมืองการปกครองของกัมพูชาก็แตกต่างกับเรามาก แม้เขาบอกเขาเป็นประชาธิปไตย แต่มันก็เป็นประชาธิปไตยที่พรรคเดียวผูกขาดอำนาจมา 27-28 ปีแล้ว เพราะฉะนั้นเรื่องที่ก็เป็นเรื่องที่ฮุน เซน อาจจะสั่งการใครได้ทั้งหมด เพราะกัมพูชา ระบอบการเมืองอย่างนี้ ฮุน เซน อยู่ในอำนาจมาไม่ต่ำกว่า 25 ปี ฮุน เซนก็คือประเทศกัมพูชา ฮุน เซนก็คือการเมืองการปกครองกัมพูชา ฮุน เซนก็คือรัฐบาลกัมพูชา ฮุน เซนก็คือสังคมกัมพูชา เพราะฉะนั้นฮุน เซนจะพูดอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้มันก็บ่งชี้ชัดว่า ฮุน เซนไม่ได้สนใจหลักนิติรัฐนิติธรรมอะไรทั้งสิ้น ฮุน เซนบอกว่าจะเป็นเพื่อนกับคุณทักษิณ ภรรยาฮุน เซนก็เสียน้ำตาให้คุณทักษิณ มองว่าคุณทักษิณถูกรังแก แต่ประเด็นก็คือการพูดอย่างนี้และมาพูดในประเทศไทย และมาพูดในการประชุมอาเซียนที่ไม่เกี่ยวกับเรื่องของคุณทักษิณเลย แสดงว่าคุณฮุน เซนไม่ได้สนใจมาประเทศไทยเพื่อประชุมอาเซียนหรอก แต่มาประเทศไทยเพื่อมาใช้เวทีอาเซียนมาพูดในประเด็นของคุณทักษิณเพื่อสนับสนุนคุณทักษิณและกลุ่มที่สนับสนุนคุณทักษิณในประเทศไทย ฮุน เซนต้องการประกาศให้เห็นว่าฮุน เซนเป็นผู้จัดการการเมืองไทยคนสำคัญคนหนึ่ง”

ส่วนกรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ยืนยันว่า ท่าทีของตนไม่ได้แทรกแซงกิจการภายในของไทยนั้น นายสุรพงษ์ บอกว่า คำพูดของสมเด็จฯ ฮุน เซน ไร้สาระ เพราะต่อให้เป็นคนที่ไม่ได้จบปริญญาอะไร แค่มีสามัญสำนึกก็ย่อมรู้ได้ว่าท่าทีของสมเด็จฯ ฮุน เซนเป็นการแทรกแซงกิจการภายในของไทยโดยตรง

ส่วนกรณีที่สมเด็จฯ ฮุน เซน ยก พ.ต.ท.ทักษิณขึ้นเทียบกับอองซาน ซูจี ของพม่านั้น นายสุรพงษ์ ชี้ว่า เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง เพราะอองซาน ซูจี ไม่มีอำนาจรัฐอยู่ในมือเหมือนกับที่ พ.ต.ท.ทักษิณเคยมีอำนาจรัฐในมือขณะเป็นนายกฯ นอกจากนี้อองซาน ซูจี ต่อสู้ด้วยสันติวิธีเพื่อให้พม่ามีความเป็นประชาธิปไตย และเคารพเรื่องสิทธิมนุษยชน โดยอองซาน ซูจี ถูกอำนาจรัฐข่มเหงรังแก ถูกขังอยู่ในคุก 3-4 ปี และถูกกักบริเวณอีก 13-14 ปี ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้ถูกอำนาจรัฐรังแก มีแต่ใช้อำนาจรัฐขณะเป็นนายกฯ รังแกคนไทย รังแกสังคมไทย ไม่เช่นนั้นจะมีการฆ่าตัดตอน มีกรณีกรือเซะ ตากใบ และอุ้มทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือ? นอกจากนี้ยุครัฐบาลทักษิณยังมีการลิดรอนสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนและสื่อมวลชน มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ มีปัญหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน มีการผูกขาดอำนาจในสภานิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ซึ่งสิ่งเหล่านี้ อองซาน ซูจีไม่เคยทำ ดังนั้น ไม่มีวันที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเหมือนกับอองซาน ซูจี อย่างแน่นอน!!–จบ–